
coffee festival-- the rocks, sydney
คุณยังจำรสชาติกาแฟจิบแรกในชีวิตได้ไหม? แน่นอนว่าเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อาจไม่มีความสำคัญอะไรเลยสำหรับบางคน แต่เรื่องเล็กๆบางทีก็สร้างรอยยิ้มให้เราได้ทุกทีที่คิดถึงเช่นกัน อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆนะครับ รสชาติกาแฟคำแรกของผมช่างไม่น่าจดจำเอาเสียเลย ที่ต้องเรียกว่า"คำ" เพราะักินด้วยช้อนโต๊ะ 1 คำเพียงไพล่นึกเอาว่า ปริมาณผงกาแฟ 1 คำมันน่าจะมีรสชาติไม่เกินกว่ารสชาติของผงโอวัลตินในปริมาณเท่ากันเป็นแน่ แม้ลักษณะผงจะดูโตกว่า สีเข้มกว่า แต่อย่างน้อยก็ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน คำว่า "ชิม" ยังไม่ได้ถูกสอน คำโตๆดูจะคุ้มกว่า แรกสัมผัสจากรสชาติของผงกาแฟที่กำลังละลายลามไปทั่วลิ้น ขมโคตรครับ คำว่ากาแฟถูกเนรเทศออกจากหมวดอาหารในหัวทันที
ผ่านวัยไร้เดียงสามานานโข เดี๋ยวนี้กาแฟกลายเป็นแรงขับเคลื่อนของแต่ละวันไปเสียแล้ว เจอร้านกาแฟทีไรใจมันอยากจะเฉี่ยวเข้าไปใกล้ๆให้ได้เลยเชียว แล้ววันหนึ่ง ขณะเดินทอดน่องในเมืองซิดนี่ย์ตามประสากระเหรี่ยงเ้ข้าเมือง พลันสายตาไปปะทะกับป้ายเชิญชวนเข้าร่วมชมเทศกาลกาแฟแห่งปีเข้าให้ - พร้อมๆกับคำถามในหัวว่า เทศกาลกาแฟเนี่ยนะ?- บริเวณจัดงานริมทะเลข้างๆ โอเปร่าเฮ้าส์ คลาคล่ำไปด้วยตัวแทนจัดจำหน่ายเมล็ดกาแฟ และผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องชงกาแฟบ้าง ถ้วยกาแฟ ผ้ากันเปื้อน และอีกนานาผลิตภัณฑ์กว่าร้อยเจ้า มีเวทีใหญ่แสดงคอนเสิร์ตแจ็ซแบบเต็มรูปแบบ คือนักดนตรีเยอะมาก มันไม่เหมือนเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อสิ่งที่ดูเหมือนไม่เห็นจะสลักสำคัญอะไรมากมายอย่างกาแฟเลย ดูเป็นจริงเป็นจังในความผ่อนคลายนัก แน่นอนว่ากลิ่นเมล็ดกาแฟสดที่ถูกบดเป็นผุยผง แล้วบรรจงอัดลงเครื่องชงเป็นของเหลวสีดำควันกรุ่นนั้น ส่งความหอมเชิญชวนไปทั่วบริเวณ ดึงดูดผู้คนให้หลงใหลได้มิยากเลย งานเริ่มขึ้นช่วงบ่ายๆของวันในช่วงต้นฤดูหนาวของที่นี่ อากาศเย็นๆ ลมโชยๆ แต่ถูกอาบด้วยแดดอ่อนๆนี่ มันช่างเข้ากันกับกาแฟอุ่นๆในมือได้ดีเหลือหลาย แุถมมีเสียงดนตรีแจ๊ซลอยมาตามอากาศเป็นดนตรีประกอบรายการ อาาา..สุขล้ำ
มาถึงบริเวณงานเทศกาลกาแฟ จะไม่ลองชิมสักยี่ห้อก็ดูจะผิดบาปอยู่ มองไปรอบๆเวที มีซุ้มที่ (ดูเหมือน) ขายกาแฟอยู่เต็มไปหมด แต่ละซุ้มมีคนต่อแถวกันไม่ต่ำว่าซุ้มละ 30 คน โฉบเข้าไปสังเกตการณ์ก็พบว่าเป็นการขายแบบโฆษณากาแฟของแต่ละเจ้า คือถ้วยละไม่เกิน 1 เหรียญ (เท้าความก่อนว่าสนนราคากาแฟประเภทต่างๆตามท้องตลาดของที่นี่ เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2 ไม่เกิน 3 เหรียญ ตามความหรู และ ยี่ห้อของเมล็ดกาแฟ) ดังนั้นแล้ว 1 เหรียญต่อถ้วยของที่นี่ ถูกแน่ๆครับ จากพื้นฐานความรู้ด้านกาแฟที่สะสมมานาน ตัดสินใจได้ไม่ยากเลยครับว่าจะเลือกชิมยี่ห้อใด คือยี่ห้อที่มันมีคนต่อแถวน้อยที่สุดนั่นแหะ แหม...ใครจะไปรอต่อคิวเป็นร้อย ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี รอประมาณเกือบสิบนาที ถึงคิวเรา สั่งคาปูชิโน่ร้อนมากระแทกลิ้น อาา.. นุ่มละมุนลิ้นดีแท้ จากนั้นก็เดินลัดเลาะไปตามริมเวทีที่มีดนตรีบรรเลง
บริเวณหน้าเวทีมีที่โล่งสำหรับเต้นรำ คนแก่สองคนชวนกันไปสวิงหน้าเวทีตามจังหวะคึกคัก เด็กเล็กประมาณ 3-4 ขวบ 2 คนดิ้นดุ๊กดิ๊ก พร้อมหัวเราะคักคิกที่เห็นแม่ตัวเองเต้นเหงื่อตกอยู่ริมเวที คู่หนุ่ม สาว เต้นจริงจังกันเสียจนเรานึกว่าเค้าอยู่ในคอร์สเรียนเต้นรำ คู่เต้นเริ่มหนาตา บรรยากาศเริ่มครึกครื้น และดูเป็นกันเองมากขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มและเสียงหัวเราะกระจายเกลื่อนเต็มลานเต้น เราพลอยอารมณ์ดีไปด้วย นึกถึงบ้านเรา ปริมาณคนดื่มกาแฟก็มิใช่น้อยเลย รังแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกวัน ร้านกาแฟสดตามปั๊มน้ำมันมีให้เลือกหลายเจ้านัก จึงไม่น่าจะเป็นการยากนักถ้าเราจะมี coffee festival กับเขาบ้าง (ุถ้าไม่นับรวมเทศกาลอาหารเครื่องดื่มที่จัดกันที่เมืองทองธานีที่มีประจำทุกปีอยู่แล้ว ซึ่งมีซุ้มกาแฟอยู่บ้าง) อาจจะไม่ใช่เทศกาลกาแฟก็ได้ เทศกาลอะไรก็ได้ที่เป็นการรวมกลุ่มคนที่ชอบในสิ่งเล็กๆเดียวกัน นานๆมาเจอกัน เพื่อแลกเปลี่ยน และคงความเป็นโลกส่วนตัวของแต่ละคนไว้ หล่อเลี้ยงจินตนาการของคนให้ได้ล่องไหลอีกครั้ง เท่านี้โลกเราก็น่าจะมีรอยยิ้มเพิ่มขึ้นกว่าเดิมได้บ้าง